วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อาหารมื้อเช้า มื้อเดียวมีประโยชน์มากมาย

 
อาหารมื้อเช้า มื้อเดียวมีประโยชน์มากมาย

 
 

อาหารเช้าลดน้ำหนัก

ใครที่ลดน้ำหนักอยู่ และคิดว่าการงดอาหารเช้าจะช่วยให้ผอมได้ คุณกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม การงดอาหารเช้าทำให้ร่างกายลดระบบเผาผลาญลง สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า นิวโรเพปไทด์ วาย (neuropeptide Y) ซึ่งจะส่งสัญญาณให้คุณกินโดยไม่รู้ตัว มีภาวะที่เรียกว่า " อาการกินกลางคืน " (night eating syndrome) คือเมื่อเริ่มกินมื้อกลางวันแล้ว คุณจะหยุดไม่ได้จนกระทั่งเข้านอน

 
 
 
 
 
 
 
 

คนที่งดอาหารเช้ามักกินจุบจิบและเลือกอาหารที่กินสะดวก ซึ่งอาจมีไขมัน น้ำตาลและแคลอรีสูง นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดยืนยันว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายที่กินอาหารเช้าทุกวันจะอ้วนยากกว่าคนที่งดอาหารเช้า นอกจากนี้ นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์แมทสาชูเสทยังพบว่า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะอ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำถึง 450% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ กลุ่มผู้หญิงที่กินอาหารเช้าที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออื่นๆ จะลดน้ำหนักลงได้ดีกว่า และ 78% ของคนที่ลดความอ้วนแล้วสามารถประคับประคองน้ำหนักให้คงที่ได้ เป็นพวกที่กินอาหารเช้าทุกวัน ทำไมการกินอาหารเช้าทำให้น้ำหนักลดได้ ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รู้แต่เพียงว่า อาหารเช้าช่วยให้หิวน้อยตลอดวัน อย่างไรก็ตามคุณภาพและปริมาณอาหารเช้ามีความสำคัญ ควรจัดให้มีความสมดุลของสารอาหาร และเพื่อลดน้ำหนักจะต้องไม่กินมากเกินไป

 

อาหารเช้าลดโรค

การกินอาหารเช้าช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย จากผลการวิจัยคนที่กินธัญพืชไม่ขัดสีทุกวันเป็นอาหารเช้ามานานกว่า 5 ปี จะมีอายุยืนขึ้น เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต ส่งเสริมให้ร่างกายใช้กลูโคสและฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น ธัญพืชที่มีโปรตีนถั่วเหลืองผสมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้น เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดได้ ส่วนอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดโฟลิค วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 จะช่วยลดสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด

อาหารเช้าเพิ่มพลังสมอง

ระหว่างที่นอนหลับร่างกายเรายังคงใช้พลังงานตามปกติ พลังงานเหล่านั้นมาจากกลูโคสที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ กว่าจะถึงเช้ากลูโคสมากกว่าครึ่งจะถูกใช้ไป ร่างกายจึงต้องการเติมพลังงาน ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวเริ่มขับเคลื่อนพลังงานให้กับร่างกายได้ดีที่สุด

สมองของคนเราก็ใช้กลูโคสเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน แต่สมองไม่สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนที่เหลือได้เหมือนกับการที่ร่างกายสะสมพลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว หากงดอาหารเช้า คุณอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะมีพลังงานสำรองจากการพักผ่อน แต่พอใช้หมดไปร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเครียด และแม้ว่าจะกินชดเชยในมื้อเที่ยง ก็สายเกินไป เพราะเวลาที่ร่างกายต้องการพลังงานส่วนนั้นได้ผ่านไปแล้ว

กินอะไรดีที่สุดสำหรับสมอง

นักวิจัยได้ลองให้ชาย - หญิง 22 คน อายุ 60-70 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ โปรตีนล้วน ไขมันล้วน เครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดให้พลังงานช่วยให้การทำข้อสอบเกี่ยวกับความจำระยะสั้นดีขึ้น แต่ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตทำได้ดีที่สุด ในการทบทวนความจำหลังจากดื่มไป 1 ชั่วโมง ชี้ให้เห็นว่าคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง

เมื่องดอาหารเช้า เราจะไม่ได้สารอาหารสำคัญที่ช่วยความจำตลอดวัน แม้แต่การขาดสารอาหารเพียงเล็กน้อย ประเภทกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ก็จะลดความจำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น คนสูงอายุจะดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้วชาญแนะนำให้คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเสริมกรดโฟลิค ซึ่งมีมากในธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียวจัด ถั่ว น้ำส้มคั้น ฯลฯ

อาหารเช้าที่ควรใส่ใจ

ถ้าต้องการให้ร่างกายได้ประโยชน์จากอาหารเช้ามากขึ้น ควรพิจารณาเลือกชนิดอาหารที่มีองค์ประกอบดังนี้

 
  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ดีที่สุดสำหรับอาหารเช้า เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม แนะนำให้เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้
  • โปรตีน อาหารทะเลให้กรดอะมิโน เพื่อผลิตสารสื่อข่าวสมอง ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบีและโคลีนช่วยการทำงานเกี่ยวกับความจำ แม้ไข่มีคอเลสเทอรอลสูง แต่ไข่วันละฟองในมื้ออาหารที่สมดุลนั้น ข้อมูลการวิจัยเปิดเผยว่าไม่เป็นผลเสีย
  • อาหารแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือธัญพืชเสริมแคลเซียม น้ำส้มเสริมแคลเซียม ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในร่างกาย

 
 

 

 

 

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

 

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

 

 

 

"สตรอเบอร์รี่" อีกหนึ่งผลไม้เมืองหนาวที่มีประโยชน์รวมถึงสรรพคุณที่จัดว่ายได้ทีเดียวค่ะ สำหรับประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่นั้นมีมากมายโดยเฉพาะสาว ๆ ด้วยนิยมรับประทาน สตรอเบอร์รี่ กันมากเลยทีเดียวค่ะ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ นอกจากจะดูแลในเรื่องผิวพรรณแล้ว ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ ยังมักจะนำไปทำอาหารต่าง ๆ ที่แสนอร่อยอีกด้วยอาทิเช่น ไอศกรีม ขนมอบแห้ง เค้ก ฯลฯ และ สรรพของสตรอเบอร์รี่ ก็ยังช่วยรักษาโรคทำให้เราสุขภาพดีได้อีกด้วยค่ะ นั้นเรามาดู สรรพของสตรอเบอร์รี่ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ กันเลยค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

-ดูแลสายตา

 

 

ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระและการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้นดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

 

 

- ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

 

เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลวบริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไปเพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสรรพคุณล้างพิษของสตรอเบอร์รี่ค่ะ


- กำราบโรคมะเร็ง


กินสตรอเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็งและเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ที่มีอยู่มากมายในสตรอเบอร์รี่ค่ะ

- ส่งเสริมการทำงานของสมอง


ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืมเพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอเบอร์รี่ช่วยได้เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาทแถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย

- ลดความดันโลหิต


หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

- ปราบโรคหัวใจ


ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมายจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอเบอร์รี่จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย






วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รู้ทันอันตรายจากอาหาร

จริงหรือที่ว่าผลไม้นั้นดีต่อสุขภาพ ในขณะที่มันฝรั่งอบกรอบมีอันตรายแอบแฝง แต่ในความเป็นจริงอาหารที่ดีก็สามารถเป็นอันตรายและทำให้ป่วยได้ หากกินอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การกินเนยกับยาบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าอาหารที่เรากินกันนั้น มีปริศนาซ่อนอยู่และไม่ได้ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับทุกคน อย่างเช่น

1.แอลกอฮล์




หากดื่มแอลกอฮอล์มากจะทำลายตับ มีปัญหากับระบบกระเพาะและลำไส้ เยื่อบุปาก ตับอ่อน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความจำ กระดูก และหลอดอาหาร โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้โครงสร้างบางอย่างของทารกเปลี่ยนไป เช่น หัวใจ หู และข้อต่อ

2.หน่อไม้ดิบ


ไม่ควรกินหน่อไม้ดิบเป็นอาหาร เพราะมีสาร Cyanogenic Glycoside ที่จะเปลี่ยนเป็นสารพิษเมื่อเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหาร แต่เมื่อผ่านความร้อนจากการปรุง ความร้อนจะทำลายสารพิษดังกล่าว หน่อไม้ก็จะกลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีสาร Silica ที่จะช่วยบำรงผิว ผม เล็บ และกระดูก

 

3.ไข่

 

  ไม่ควรกินไข่ดิบ เพราะอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องเสีย และเป็นไข้ โดยเฉพาะจะอันตรายมากกับเด็ก ๆ และคนชรา ดังนั้นจึงควรใช้ความร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียสในการปรุงไข่เพื่อฆ่าเชื้อโรค

4.น้ำมันร้อนจัดเกินไป

หากใช้น้ำมันร้อนจัดเกินไปอาจทำให้เกิดสาร Peroxide ซึ่งสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่สำคัญ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ต้องสงสัยว่า จะเกิดเนื้องอกและก่อมะเร็ง ดังนั้น จึงไม่ควรทอดน้ำมันที่ใช้ความร้อนเกิน 80 องศาเซลเซียส

5.ปลา

ทั้งปลา หอย และอาหารทะเลอื่น ๆ ได้รับสารอันตรายจากทะเล เช่น สารปรอท , DDT, Dioxin หรือ PCB หากได้รับสารอันตรายเหล่านี้มากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อเส้นประสาท ทำให้คลื่นเหียน อาเจียน ประสาทหลอน เสียความสมดุล อาจทำให้กล้ามเนื้อ การหายใจ และหัวใจตายด้าน และเพียง 15 นาทีก็จะทำให้เสียชีวิตได้

6.เนื้อดิบ

สตรีตั้งครรภ์ห้ามกินเนื้อดิบ ๆ เพราะแบคทีเรียจากเนื้อดิบอาจเป็นอันตราย หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ต่อตัวอ่อนในครรภ์ หลังจากกินเนื้อดิบอาจก่อให้เกิดอาการคัน ลำไส้อักเสบ หรือน้ำหนักลดซึ่งต้องไปพบแพทย์
ข้อแนะนำ : เพื่อไม่ให้อาหารเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คุณควรให้ความสนใจกับสิ่งที่กิน อาหารอันตรายก็ควรระวังในการปรุง และกินในปริมาณพอควรเท่านั้น หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้